ชื่อเอนทรีย์ร้อนแรงไปมะ =w= ไม่หรอกมั้ง งึมงำๆ (เข้าข้างตัวเอง)
 
เนื่องจากว่าช่วงนี้ระดมทุนหาตังค์เรียนแฟชั่น + กรุชุดคอสเพลย์แตกเลยอยากขยับขยายของเก่าออกไปจ้า >w< 
 
ทุกคนคงจำชุดนี้กันได้ใช่มั้ยเอ่ย
 

 
เต็มตัว
 
 
ภาพนั่ง (ดูความอลังการซะก่อน)
 
รายละเอียดชุด:
 
ตัดจากผ้าเครปซาตินอย่างดีทั้งตัว แซมด้วยผ้าชีฟองเนื้อดี (โพดๆ) เจ้าของบลอคค่อนข้างตัวใหญ่ค่ะ ถ้าเป็นคนตัวเล็กอาจจะต้องให้ร้านเย็บผ้าแก้ทรงให้ แต่ถ้าเป็นคนรูปร่างใหญ่ก็ใส่ออกมาตามแบบในรูปค่ะ 
 
 
ราคา: 
 
ตัวนี้ตัดมาหมดไป 3000 บาทค่ะ (เฉพาะค่าตัดก็ไป 2400 แล้ว =w=) แต่ราคานี้เราไม่ขาย
 
เราขาย 1750 บาทค่ะ (ไม่รวมค่าส่ง) 
 
ถือว่าคุ้มมากเลยค่ะสำหรับชุดอลังการขนาดนี้ เพราะถ้าไปตัดที่ร้านค่าตัดก็ไม่ต่ำกว่า 1500 แล้ว ไม่นับค่าผ้าอีก (หมดไปน่าจะหลายตังค์อยู่ตอนที่ซื้อ) 
 
ยังไงก็ขอฝากชุดนี้ด้วยนะคะ >w< 
 
 

edit @ 21 Oct 2012 22:06:19 by โลลิค-ออน

[Fiction] Hiddlesworth: Earl Grey Tea and The Beef Pie 4

posted on 11 Oct 2012 16:59 by lolic-on
21 สิงหาคม 2001

เวสมินสเตอร์, ลอนดอน

อากาศครึ่มๆ

ออกไปเดินซื้อหนังสือเรื่อง The Great Gatsby ผมคิดว่ามันน่าจะหาง่ายเพราะเป็นนวนิยายอมตะของนักเขียนคนโปรดของผม F. Scott Fitzgerald แต่พอเดินเข้าเดินออกสักสี่ห้าร้านผมก็เริ่มไม่แน่ใจว่ามันล้าสมัยจนคนไม่อ่าน หรือมันมีคนคลั่งไคล้ถึงขั้นต้องซื้อไปเก็บทันทีที่เห็น ผมเลยตัดสินใจหยิบหนังสือแปลของญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาเปิดผ่านๆ แต่คำว่าเปิดผ่านๆก็ไม่สามารถทำให้ผมรอดพ้นศัพท์แปลกๆ อย่างคำว่า "ร่างบาง" "กอดก่าย" "ลมหายใจแผ่วเบารดข้างหู" "เสียงครางระงม" และ....

"อย่าเกร็งนะ..."

ผมรีบวางทันทีที่อ่านจบคำสุดท้าย นี่มันหนังสือเกย์! ผมล้มเลิกความคิดที่จะหาหนังสือต่อทันทีแล้วรีบเดินออกไปนอกร้านก่อนที่ใครจะเห็นว่าผมอ่านหนังสืออะไรอยู่ ผมคงรีบร้อนเกินไปจนเดินไปชนกับเด็กหนุ่มตัวสูงผมทองแต่งตัวเซอๆ ให้ตายผมทำอะไรลงไป ผมได้แต่ขอโทษขอโพย แต่เขาก็ทำหน้าไม่สบอารมณ์แล้วพูดว่า "ดูทางบ้างสิ" ก่อนจะหันกลับไปดูชั้นการ์ตูนหน้าร้านต่อ 

พระเจ้า ทำไมนะวันนี้ผมถึงทำเรื่องเปิ่นๆได้ทั้งวัน

ทอม
----------------------
21 สิงหาคม 2001.

ห้องเช่ารูหนูหลังคารั่ว, ลอนดอน

โดนล้วงกระเป๋า หมดตูดละทีนี้ แล้วเงินที่ฉันจะเอาไปเที่ยวต่อล่ะ นั่นมันเงินเก็บทั้งชีวิตฉันเลยนะเว้ย! 

มันต้องเป็นไอ้ก้างนั่นแน่ๆ ที่เดินชนฉันที่หน้าร้านขายหนังสือแล้วฉกกระเป๋าเงินไปเพราะเป็นมันคนเดียว ฉันก็ไม่รู้ตัวหรอกนะจนตอนควักเงินจะจ่ายค่าหนังสือน่ะสิ ไอ้ฉิบหาย แล้วฉันจะอยู่ยังไงวะเนี่ย ยังดีที่ฉันเก็บพาสปอร์ตไว้ทื่ห้อง แต่เงินน่ะ เงินจะหาจากไหนมากินมาอยู่วะ เช็ดเป็ด

ไอ้ก้าง อย่าให้ฉันเจอแกนะจะสับไม่เลี้ยงเลยคอยดู

คริส
----------------
20 สิงหาคม 2001

ห้องรูหนูใต้หลังคา, ลอนดอน

ฝนตก แถมหลังคารั่วด้วย

เมื่อวานไปเดินเที่ยวรอบๆลอนดอนมา อากาศก็ไม่ได้ร้อนจนเหงื่อโชกแต่ก็ไม่ได้หนาวจนต้องใส่เสื้อนวม แค่เสื้อยืดกับกางเกงขายาวและสเว็ตเตอร์บางๆอีกตัวก็โอเค 

เมื่อเย็นวานไปเจอสาวน่ารัก (โคตรๆ) ที่ร้านขายอาหารเม็กซิกันตอนประมาณห้าโมงเย็นได้ ดูเหมือนเธอนั่งรอใครอยู่ก็ไม่รู้แต่แม่มโคตรน่ารักเลยว่ะ อยากเดินเข้าไปคุยเหมือนกัน แต่หล่อนก็ออกไปจากร้านก่อนที่ฉันจะเดินไปหา เซ็งชิบ อย่าให้เจอกันอีกนะ จะเข้าไปคุยให้ได้เลย

เมื่อคืนหลังจากซดเบียร์อังกฤษจืดๆกับดูรายการทอล์คโชว์อะไรสักอย่างของอังกฤษทางทีวี พอจบแล้วก็นอนบนโซฟาน่ะล่ะ กำลังเคลิ้มๆจะหลับก็ได้ยินเสียงพี่ชายลากสาวมาฟัด เสียงสปริงเตียงแม่งก็ดังทั้งคืน จะทำอะไรเกรงใจตูมั่งสิวะ แต่พี่ชายฉันมันพวกนกกระจอก ผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็เงียบ ขอบคุณพระเจ้า ได้หลับสักที 

แต่ไม่ทันจะเช้าฝนแม่งตก ห่าน ฮีตเตอร์แม่มก็ห่วยอยู่แล้ว เจอฝนเข้าไปอีก จะเอายังไงกับชีวิตดีล่ะตูฝนในลอนดอนแม่มเย็นกว่าฝนบ้านตูอีก แต่ยังดีที่ฉันเอาเสื้อหนาๆมาเยอะเลยห่มตัวทั้งบนทั้งล่าง แจ่มว่ะ ฉันคิดว่านอนได้แล้วแต่ฝันร้ายแม่มเพิ่งเริ่มว่ะ

หยดน้ำเม็ดใหญ่ๆมันตกลงมาหน้าผากฉัน! เชี่ยละกู มันมาจากไหนวะ ฉันก็คิดว่าน้ำมันคงรั่วที่เดียวเลยเอาผ้าห่มคลุมหน้า

ตอนนั้นก็คิดว่าจะหลับได้แล้ว แต่สักพักก็ "แหมะ!" แม่งหยดใส่หัวแม่ตีน เชี่ยละแล้วมั้ยล่ะ ไม่ได้รั่วที่เดียวนี่หว่าห่าน ฉันเลยลากผ้าห่มจากโซฟาไปนอนหน้าฮีตเตอร์ แล้วก็แหมะ! แม่มหยดอีกแล้ว เข้าปากตูเลย ที่พุงตูด้วย เย็ดเข้ ตกลงมันรั่วกี่รูวะ 

ว่าแล้วฉันจะย้ายไปนอนในห้องน้ำ แม่มส้วมเต็ม! เย็ดเป็ด! เหลืองเต็มคอห่าน ตกลงนี่จะนอนไหนดีวะเนี่ย 

ตูเลยกลับมานอนโซฟาที่เดิม...

คริส
-------------------

[Fiction] Hiddlesworth: Earl Grey Tea and The Beef Pie 2

posted on 01 Oct 2012 15:06 by lolic-on
สิงหาคม 19th, 2001

เวสมินสเตอร์, ลอนดอน

อากาศแจ่มใส 

สวัสดีวันอาทิตย์ อีกอาทิตย์กว่าๆก็จะถึงเวลาไปเรียนแล้ว ผมนึกไม่ออกว่าจะใช้ชีวิตสัปดาห์สุดท้ายที่เหลืออยู่นี้ยังไงดีนอกจากนั่งอ่านหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มใหม่ซึ่งเหลืออีกครึ่งเล่มก็อ่านจบแล้ว 

แล้ววันที่เหลือล่ะจะทำอะไรดี?

ระหว่างที่นั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ เอมม่า น้องสาวของผมก็เข้ามาบอกเรื่องไปนั่งจิบน้ำชากับแม่ตอนบ่ายโมงวันเสาร์หน้านี้ที่ร้านวินเตอร์การ์เด้น นี่ต้องแต่งตัวอีกแล้วสินะ ใส่ชุดไหนดีล่ะ? แต่ผมยังไม่ทันคิดอะไรออกเลย เอมมาก็เลือกเชิ้ตขาวกับเสื้อสูทสีน้ำเงินลายทางมาแขวนไว้ให้ที่หน้าตู้แล้ว พระเจ้า สาบานได้ว่าเธอเป็นน้องสาวผมไม่ใช่แม่คนที่สอง นิสัยเธอออกจุกจิกเจ้าระเบียบแต่ก็ปฏิเสธเธอไม่ลง

ในที่สุดผมก็อ่านหนังสือจบ ตอนนั้นก็เป็นเวลาบ่ายสองไปแล้ว สิบโมงเช้าถึงบ่ายสอง เวลามันผ่านไปไวขนาดนั้นเชียว? 

ก็อย่างที่ใครๆเขาว่าไว้ "เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ"

วันนี้ได้ฤกษ์ออกจากบ้านตอนห้าโมงเย็นกับเอมมา แวะซื้อทาโก้เนื้อที่้ร้านอาหารเม็กซิกันข้างทางก่อนจะตรงไปดูละครเวทีเรื่อง Phantom of the Operah ที่บังเอิญเอมมาได้ตั๋วลดครึ่งราคาที่เคาน์เตอร์ TKTS มาให้ผมด้วย ผมรู้สึกเหมือนถูกบังคับกลายๆ เพราะเธอน่าจะรู้ว่าผมเคยดูเรื่องนี้ แต่ช่างมันเถอะ คิดซะว่าเป็นของขวัญจากน้องสาวแล้วกัน

วันนี้ก็นับเป็นวันที่อบอุ่นและมีความสุขอีกหนึ่งวัน ขอให้วันพรุ่งนี้และวันต่อๆไปก็ขอให้เป็นเช่นนี้ไปทุกวัน

ทอม

ปล. ทาโก้เผ็ดไปหน่อย แต่นี่ล่ะรสชาติต้นตำรับ

[Fiction] Hiddlesworth: Earl Grey Tea and The Beef Pie

posted on 21 Sep 2012 11:05 by lolic-on in Hiddlesworth
สวัสดีค่ะทุกคน
 
กะว่าจะไม่ Ship คู่นี้แล้วนะ แต่บรรดาสาวๆในบ้านฮิดเดิลสเวิร์ธเขาก็ทำให้เรา Ship จนได้ อยากโทษเค้านะ ต้องโทษพวกโน้นโน่นนนนน (โดนตบตายกลางบ้าน HW ) 
 
บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมตั้ชื่อซะชวนหิว ก็เพราะว่าอิแจน "ตัน" ชื่ออ้ะตัว (เหตุผลโคตรจะน่าฟัง) แต่มันก็มีที่มานะตัว 
 
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า Earl grey คือชาอันโด่งดังของอังกฤษ พูดถึงชาอังกฤษก็ต้องนึกถึงเอิร์ลเกรย์ ใช่มะๆ ผู้เขียนเลยใช้คำๆนี้แทนตัวพี่ทอม (ของน้องๆ) ค่ะ เพราะเจ้าประคุณทั้งนุ่มนิ่มนุ่มนวลมีสเน่ห์ดูเป็นสุภาพบุรุษ ถ้าพี่ทอมเป็นชาก็คงเป็นเอิร์ลเกรย์นี่ล่ะ (วู้ย อิแจนละอยากชงชาเอิร์ลเกรย์ดื่มซะเดี๋ยวนี้เลย =q=)
 
ส่วน Beef Pie นี่เป็นอาหารขึ้นชื่อของออสเตรเลียค่ะ ใครๆก็รู้เนอะว่าเนื้อวัวก็ต้องเนื้ออสเตรเลีย =q= เมนูนี้เลยเป็นของหาง่ายกินง่าย ไม่ต้องมีอะไรยุ่งยากซับซ้อน แค่ซื้อมาจากซุปเปอร์ก็อุ่นกินได้เลย เหมือนพี่คริสที่เป็นคนออสเตรเลียลูกทุ่งๆ อยู่ง่ายกินง่าย (อ่านในวิกิ เห็นพี่แกบอกว่าตั้งแต่จำความได้ก็อยู่ในฟาร์มวัวแล้ว พายเนื้อนี่น่าจะเหมาะเนอะ) 
 
ส่วนสถานการณ์ในเรื่องก็เป็นตอนที่พี่คริสอายุเพิ่งจบไฮสคูลเลยออกเดินทางแบคแพค ส่วนพี่ทอมก็เป็นนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์อยู่เคมบริดจ์ ยังเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีรัศมีดาราทั้งคู่ แหม่ แล้วอีกสิบปีต่อมาทั้งคู่จะจำกันได้มั้ยเนี่ย เฮอๆ
 
ขอฝากฟิกด้วยนะคะ
 
 
ส่งท้ายด้วยรูปที่สร้างแรงบันดาลใจ =q=
 
 
(สปอยล์ฉากการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่)
 
________________________________________
 
 
 
วันที่ 18 สิงหาคม, ปี 2001 (ปลายฤดูร้อน)

อากาศแจ่มใส

หลังจากที่นั่งหลังขดหลังแข็งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงจากเมลเบิร์น ในที่สุดฉันก็มาถึงอังกฤษจนได้ อากาศที่นี่ร้อนจนฉันต้องถอดเสื้อถักตัวยาวที่สวมมาตลอดการเดินทางออก นี่ฉันทึ่มไปรึเปล่าเนี่ยที่หลงลืมไปว่าในขณะที่ออสเตรเลีย บ้านเกิดของฉันกำลังมีลมหนาวเย็นยะเยือกจนแทบเข้ากระดูกฉันเลยเตรียมเสื้อกันหนาวมาเต็มที่ในการเดินทางคราวนี้ แต่เมื่อเจออากาศแบบนี้ฉันเองก็ไม่รู้จะแก้ไขยังไง ฉันเลยตัดสินใจถอดเสื้อตัวนอกออกสวมเพียงเสื้อยืดคอกลมบางๆที่ใส่อยู่ข้างใน ผู้หญิงข้างๆมองฉันทำหน้าตกใจนิดๆ คงเพราะร่างกายของฉันล่ะมั้ง ผมเป็นคนตัวสูง - มั้งนะ (ถ้าเขาเรียกส่วนสูง 190+ ว่าสูง) รูปร่างมีกล้ามเนื้อจากการทำงานพิเศษในไซต์ก่อสร้างเพื่อหาเงินมาซื้อมอเตอร์ไซค์มือสองที่โคตรอยากได้ แต่ตอนนี้แม่งโคตรจะเสียดายตังค์เพราะแม่งซ่อมแล้วซ่อมอีก เซ็งเป็นบ้าเลยขายมันทิ้งไปแล้วเอาเงินมาเที่ยวตอนจบไฮสคูล

ฉันคิดไว้ในใจตลอดว่าลอนดอนจะเป็นจุดหมายแรกในการตระเวณเที่ยวยุโรปของฉันก่อนจะไปเที่ยวต่อที่เมืองไทย (ถึงที่นั่นค่อยไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ เห็นลุค พี่ชายของฉันบอกว่าที่นั่นของถูก) แม่งโคตรซวยเลยว่ะ เอาเงินออสเตรเลียนแลกเป็นเงินปอนน์ได้นิดเดียว แล้วจะอยู่ยังไงวะเนี่ย แต่มันเป็นโชคดีของฉัน ที่พี่ชายฉันเช่าห้องอยู่ในลอนดอนรออดิชั่นหนังอะไรสักเรื่อง ฉันจำไม่ได้ บางทีฉันอาจจะได้ห้องพักฟรีไม่ก็ช่วยจ่ายค่าเช่านิดหน่อย ลุคน่ะไม่เรื่องมากอยู่แล้ว 

พี่ชายฉันมารับที่สนามบินหลังจากที่ฉันนั่งรอหง่าวไปได้สักสองชั่วโมง ฉันละโคตรเกลียดไอ้เรื่องมาสายเนี่ย แต่เขาบอกว่ารถมันไม่มี โอเค ฉันจะทนฟัง ลุคก็เหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็น แต่ดูผิวพรรณดีขึ้นหน่อยสงสัยเพราะทาครีมทาอะไรบำรุง แม่งสำอางค์ว่ะ แต่ก็ต้องเข้าใจมันเป็นอาชีพ

ฉันยืนรอรถเมล์อยู่ประมาณยี่สิบนาที มันอาจจะไม่ช้าไม่นานสำหรับคนเดินทอดน่องชิวๆ แต่แม่งโคตรนานเลยสำหรับแบคแพคเกอร์ที่เพิ่งลงจากเครื่องมาเผชิญอาการเจ็ตแลคแถมด้วยสัมภาระเป็นกระเป๋าหนักสามสิบปอนด์ ห่าน จะให้ตูรอไปอีกนานเท่าไหร่วะ

ลุคก็พูดไปเรื่อยเปื่อยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ส่วนมากเป็นเรื่องออดิชั่น ออดิชั่น ออดิชั่น และ ออดิชั่น เขาใฝ่ฝันมาตลอดถึงการเป็นนักแสดงและสาวที่ห้อมล้อมเขาคอยส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดเวลาเดินพรมแดงเวลาคิดถึงว่าเขาจะเป็นยังไงหลังออดิชั่นผ่าน เพ้อเจ้อว่ะ แต่นั่นมันก็พี่ฉัน ฉันก็ไม่ควรพูดทำลายความฝันพี่ชายล่ะนะ

หลังจากนั่งในรถมาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ในที่สุดฉันก็มาถึงห้องเช่าของลุค ฉันเดินขึ้นบันไดจนขาล้าเพราะห้องลุคมันเป็นห้องใต้หลังคา เขาบอกว่าไม่มีห้องที่ไหนถูกเท่านี้อีกแล้ว เชื่อเลยว่ะพี่ตู รสนิยมดีมาก ห้องผีสิงชัดๆ ทั้งมืดทั้งรก แถมยังฝุ่น อย่างที่แม่ฉันบอก ถ้าไม่มีแม่ปัดกวาดคอยเก็บให้ ห้องลุคคงเหมือนบ้านผีเฮี้ยน และดีใจด้วยครับแม่ความฝันแม่เป็นจริงแล้ว มันคือบ้านผีเฮี้ยนอย่างที่แม่ว่าจริงๆนั่นล่ะ

ลุคจัดที่นอนให้ฉันนอนบนโซฟา (แน่นอนว่าเต็มไปด้วยกองผ้าที่เพิ่งตากเสร็จ) แต่ฉันขี้เกียจจะสนใจแล้วเลยทิ้งกระเป๋าลงนอนมันซะเลย

สวัสดีหลับงีบแรกในลอนดอน

คริส

edit @ 21 Sep 2012 19:29:41 by โลลิค-ออน

edit @ 21 Sep 2012 19:30:46 by โลลิค-ออน